“ตอนนั้นเรารู้สึกทันทีว่าการจะประสบความสำเร็จได้นั้น “เงิน” ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและใส่ใจกับการสร้างสรรค์
ผลงานซึ่งจะก่อให้เกิดความประทับใจให้กับลูกค้าได้ในที่สุด ประเด็นนี้เองทำให้ผู้ร่วมลงทุนของเราซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นนั้นประทับใจ
ดังนั้นตลอด 38 ปีของแบรนด์โตชิบา ถึงแม้เราจะเป็นบริษัท Joint Venture แต่ก็ยังคงสถานะบริษัทของคนไทย ที่มีคนไทย
เป็นผู้ถือหุ้นหลักไว้ได้” กอบกาญจน์ กล่าว
“เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมมากกว่าการเป็นฮีโร่โชว์เดี่ยว” กอบกาญจน์ ชี้ถึงหัวใจสำคัญในการทำงานของโตชิบา
เธอยอมรับว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายครั้งแบรนด์โตชิบาต้องประสบกับภาวะความกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจ และสิ่งที่ช่วยประคอง
ให้แบรนด์นี้อยู่รอดมาได้ก็เพราะทีมงานที่มีคุณภาพและมีความรักใจองค์กรทั้งสิ้น
“ก่อนหน้านี้เราผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นช่วงวิกฤติยอดขายเราจึงตกทันที 70 % ตอนนั้นสิ่งที่ผู้บริหารทำได้ก็คือ
ปรับกลยุทธ์มารุกตลาดส่งออกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงานด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากก็คือ
พนักงานระดับผู้บริหารที่เงินเดือนสูงจะเดินเข้ามาหา และขอร้องให้เรารักษาพนักงานระดับเล็กๆ ไว้โดยตัวเขาเองจะขอลดเงินเดือน
20 – 30% ถือเป็นเหตุการณ์ที่จำได้ไม่ลืมและเป็นกำลังใจให้เรามาก แม้ว่าในช่วงหลังเราจำเป็นต้องลดพนักงานบางส่วนก็ตาม
แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ดึงเขากลับเข้ามาทำงานกับเราเหมือนเดิม”
หลังร่วมกันต่อสู้กับปัญหามานับไม่ถ้วน ได้เรียนรู้และนำข้อผิดพลาดต่างๆ มาเป็นครู ทำให้เธอมองว่าทีมงานของโตชิบาในปัจจุบัน
มีความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็ยิ่งเคี่ยวกรำให้โตชิบาเป็นองค์กรที่มีความตื่นตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
“เราเชื่อว่าการมีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ในมือจะทำให้บริษัทฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี บวกกับการที่เราให้โอกาสพนักงานในการพิสูจน์
ฝีมือ พิจารณาคนจากผลงานมากกว่าอายุ สถาบันการศึกษา ก็ทำให้หลายคนที่มาจากระดับพื้นฐานมากๆ สามารถพัฒนาตัวเองและ
กลายเป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กรในที่สุด” เธอให้แนวคิด
จัดสมดุลชีวิตให้ลงตัว
ทุกวันนี้ นอกเหนือจากจะได้รับการยอมรับในฝีไม้ลายมือการบริหารงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยลืมและเน้นย้ำให้ทุกคนเห็นความสำคัญ
อยู่เสมอก็คือการให้เวลากับ “ครอบครัว” ซึ่งปัจจุบันเธอมีครอบครัวที่อบอุ่น รวมถึงยังมีทายาทตัวเล็กแล้วถึง 2 คน
กอบกาญจน์เล่าย้อนให้ฟังถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอต้องสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัวไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
โดยเมื่อปี 2543 ถือเป็นปีที่ครอบครัวต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เนื่องจากเป็นปีที่คุณพ่อและน้องชายต้องเปลี่ยนไต
ขณะที่คุณแม่นั้นก็เพิ่งได้ทราบว่าไม่สบายแบบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ทันตั้งตัว
“จำได้ว่าทุกคนในบ้านจะพูดเสมอว่าจะไปเที่ยวด้วยกันปีหน้า จะไปทำกิจกรรมด้วยกันปีหน้า แต่เวลามันไม่เคยคอยเราและเมื่อถึงจุดหนึ่ง
มันก็แก้ไขไม่ได้แล้ว ดังนั้นการจัดสมดุลชีวิตให้มีความเหมาะสมทั้งเรื่องงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง หรือทุกสิ่งที่เรารักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ใครที่ยังไม่เคยทำก็ไม่สายที่จะเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้”
หญิงแกร่งแห่งค่ายโตชิบายังทิ้งท้ายถึงความฝันเล็กๆ ที่เธอตั้งใจจะทำให้สำเร็จ นั่นก็คือการสร้างโรงเรียนหรือห้องสมุดดีๆ
สักแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นแหล่งความรู้และให้โอกาสแก่ผู้ที่สนใจพัฒนาตนเองอันจะนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้ดีขึ้น
นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่เธอได้รับจากคุณแม่ของเธอเองในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ที่มา : Money Chanel 
|