Home Fashion Beauty LifeStyle BrandBlog Contact Us
 
About Us  |  Sitemap   
   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 


“กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” หญิงแกร่งแห่งค่ายโตชิบา

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ไม่เพียงเป็นผู้หญิงทำงานที่ประสบความสำเร็จในการบริหารแบรนด์ “โตชิบา”
ให้เติบโตในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 แต่เธอยังโดดเด่นด้วยแนวคิดการทำงานผสานกับการทำหน้าที่แม่ของ
ลูกทั้ง 2 คนได้อย่างลงตัว ส่งผลให้เธอกลายเป็นผู้บริหารหญิงที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงหลาย
ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันกอบกาญจน์นั่งบริหารในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ในฐานะทายาทของผู้บริหารรุ่นแรก
“ท่านผู้หญิงนิรมล - ดร.กร สุริยสัตย์” ทว่าเส้นทางการทำงานของเธอนั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่ต้องอาศัยความพยายาม
และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

เธอเล่าว่าตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ตำแหน่งทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 และการเป็นผู้บริหารหญิงนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เธอต้องพยายาม
มากขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะเดียวกันการทำงานที่มีเป้าหมายชัดเจน บนพื้นฐานนิสัยที่ใฝ่รู้และมีความจริงใจกับเพื่อนร่วมงาน ก็ผลักดันให้เธอ
ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดนี้อย่างภาคภูมิ

แรงบันดาลใจสู่เส้นทางความสำเร็จ

“ต้องยอมรับว่าเราเรียนมาในด้านสถาปัตยกรรม ตอนเข้ามาทำงานที่นี่ครั้งแรกก็ต้องเริ่มจากแผนกโฆษณาซึ่งเข้าท่าที่สุด
ตอนนั้นแผนกนี้มีพนักงานรวมเราด้วยเพียง 2 คนจึงถือเป็นการเริ่มต้นที่ท้าทายความสามารถสูงมาก ที่สำคัญขณะนั้น
แบรนด์โตชิบายังไม่เติบโตเท่าปัจจุบันเพราะมีแบรนด์ใหญ่ที่ผู้บริโภครู้จักมากกว่าคือ National เราจึงต้องลุยงานเต็มท ี่เพราะ สมัยก่อน การทำโฆษณาต้องลงพื้นที่จริง ดังนั้นกว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ทำมาแล้วตั้งแต่แบกตู้เย็น ประกอบตู้เย็นก็ทำเป็นหมด”


การต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อสร้างบารมีและการยอมรับมาด้วยตนเองนั้น กอบกาญจน์เล่าว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่เธอทำงานโดยมีแรงบันดาลใจ
ซึ่งเธอเชื่อว่าทุกคนที่ใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องนำทาง ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง

เธอยกตัวอย่างเส้นทางการต่อสู้ของแบรนด์โตชิบาว่า ก่อนหน้านี้ยังเป็นองค์กรขนาดเล็กจึงมีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบในการทำโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ แต่การทำงานด้วยใจรักและมีความจริงใจต่อเพื่อนพนักงานและลูกค้าก็ทำให้แบรนด์โตชิบา ก้าวไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้สำเร็จ
ในปัจจุบัน

ด้วยงบการตลาดที่ค่อนข้างจำกัด กอบกาญจน์เล่าว่าในช่วงนั้นเธอเลือกใช้กลยุทธ์การทำงานแบบ “ป่าล้อมเมือง” นั่นคือเริ่มบุกตลาด
จากต่างจังหวัดซึ่งใช้งบประมาณไม่มากเท่าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เริ่มต้นจากการลงพื้นที่พูดคุย ให้ข้อมูล และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
กับตัวแทนจำหน่ายต่างจังหวัด หลังจากนั้นแบรนด์โตชิบาก็ค่อยๆ เติบโตจากภาคอีสาน มาภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง และกลับมาสู่
กรุงเทพฯ ในที่สุด

 

“ตอนนั้นเรารู้สึกทันทีว่าการจะประสบความสำเร็จได้นั้น “เงิน” ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและใส่ใจกับการสร้างสรรค์
ผลงานซึ่งจะก่อให้เกิดความประทับใจให้กับลูกค้าได้ในที่สุด ประเด็นนี้เองทำให้ผู้ร่วมลงทุนของเราซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นนั้นประทับใจ
ดังนั้นตลอด 38 ปีของแบรนด์โตชิบา ถึงแม้เราจะเป็นบริษัท Joint Venture แต่ก็ยังคงสถานะบริษัทของคนไทย ที่มีคนไทย
เป็นผู้ถือหุ้นหลักไว้ได้” กอบกาญจน์ กล่าว

“เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมมากกว่าการเป็นฮีโร่โชว์เดี่ยว” กอบกาญจน์ ชี้ถึงหัวใจสำคัญในการทำงานของโตชิบา

เธอยอมรับว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายครั้งแบรนด์โตชิบาต้องประสบกับภาวะความกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจ และสิ่งที่ช่วยประคอง
ให้แบรนด์นี้อยู่รอดมาได้ก็เพราะทีมงานที่มีคุณภาพและมีความรักใจองค์กรทั้งสิ้น

“ก่อนหน้านี้เราผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นช่วงวิกฤติยอดขายเราจึงตกทันที 70 % ตอนนั้นสิ่งที่ผู้บริหารทำได้ก็คือ
ปรับกลยุทธ์มารุกตลาดส่งออกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงานด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากก็คือ
พนักงานระดับผู้บริหารที่เงินเดือนสูงจะเดินเข้ามาหา และขอร้องให้เรารักษาพนักงานระดับเล็กๆ ไว้โดยตัวเขาเองจะขอลดเงินเดือน
20 – 30% ถือเป็นเหตุการณ์ที่จำได้ไม่ลืมและเป็นกำลังใจให้เรามาก แม้ว่าในช่วงหลังเราจำเป็นต้องลดพนักงานบางส่วนก็ตาม
แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ดึงเขากลับเข้ามาทำงานกับเราเหมือนเดิม”

หลังร่วมกันต่อสู้กับปัญหามานับไม่ถ้วน ได้เรียนรู้และนำข้อผิดพลาดต่างๆ มาเป็นครู ทำให้เธอมองว่าทีมงานของโตชิบาในปัจจุบัน
มีความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็ยิ่งเคี่ยวกรำให้โตชิบาเป็นองค์กรที่มีความตื่นตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“เราเชื่อว่าการมีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ในมือจะทำให้บริษัทฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี บวกกับการที่เราให้โอกาสพนักงานในการพิสูจน์
ฝีมือ พิจารณาคนจากผลงานมากกว่าอายุ สถาบันการศึกษา ก็ทำให้หลายคนที่มาจากระดับพื้นฐานมากๆ สามารถพัฒนาตัวเองและ
กลายเป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กรในที่สุด” เธอให้แนวคิด

จัดสมดุลชีวิตให้ลงตัว

ทุกวันนี้ นอกเหนือจากจะได้รับการยอมรับในฝีไม้ลายมือการบริหารงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยลืมและเน้นย้ำให้ทุกคนเห็นความสำคัญ
อยู่เสมอก็คือการให้เวลากับ “ครอบครัว” ซึ่งปัจจุบันเธอมีครอบครัวที่อบอุ่น รวมถึงยังมีทายาทตัวเล็กแล้วถึง 2 คน

กอบกาญจน์เล่าย้อนให้ฟังถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอต้องสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัวไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
โดยเมื่อปี 2543 ถือเป็นปีที่ครอบครัวต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เนื่องจากเป็นปีที่คุณพ่อและน้องชายต้องเปลี่ยนไต
ขณะที่คุณแม่นั้นก็เพิ่งได้ทราบว่าไม่สบายแบบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ทันตั้งตัว

“จำได้ว่าทุกคนในบ้านจะพูดเสมอว่าจะไปเที่ยวด้วยกันปีหน้า จะไปทำกิจกรรมด้วยกันปีหน้า แต่เวลามันไม่เคยคอยเราและเมื่อถึงจุดหนึ่ง
มันก็แก้ไขไม่ได้แล้ว ดังนั้นการจัดสมดุลชีวิตให้มีความเหมาะสมทั้งเรื่องงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง หรือทุกสิ่งที่เรารักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ใครที่ยังไม่เคยทำก็ไม่สายที่จะเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้”

หญิงแกร่งแห่งค่ายโตชิบายังทิ้งท้ายถึงความฝันเล็กๆ ที่เธอตั้งใจจะทำให้สำเร็จ นั่นก็คือการสร้างโรงเรียนหรือห้องสมุดดีๆ
สักแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นแหล่งความรู้และให้โอกาสแก่ผู้ที่สนใจพัฒนาตนเองอันจะนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้ดีขึ้น

นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่เธอได้รับจากคุณแม่ของเธอเองในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

                                                                                                                                                 ที่มา : Money Chanel  
 
Home Fashion Beauty Lifestyle BrandBlog Contact Us Home Fashion Beauty Lifestyle Work Contact Us Home Fashion Beauty Lifestyle Work Contact Us