ในยุคที่มนุษย์เงินเดือนต่างแข่งขันกันเป็นพนักงานดีเด่นในองค์กรนั้น ความเป็นจริงแล้ว การตั้งใจทำงานอย่างเดียวคงยังไม่พอ หากแต่
อยู่ที่การปรับบุคลิกของตัวเองให้ดูดี มีการแต่งกายที่เหมาะสม เป็นคนรู้จักกาลเทศะ และรู้จักใฝ่หาความรู้เพื่อพัฒนางานที่ตัวเองกำลังรับผิด
ชอบอยู่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จทั้งในเรื่องงานและเรื่องคน อย่าทำตัวมาดเยอะเกินเหตุ ในโลกแห่งการทำงาน คนบางคนดูดี
ดูโก้แต่ไม่ค่อยเป็นมิตรความประทับใจก็จะลดลงไป แต่ถ้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทำตัวเป็นคนน่ารัก ก็จะมีคนชื่นชอบเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่จะแต่ง
ตัวดูเท่อย่างเดียว แต่จะต้องมีการกระทำอื่นๆ ที่น่าประทับใจตามมาด้วยการแสดงออกทางสีหน้า ดูยิ้มแย้ม ไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่หยิ่ง ไม่
เชิดพูดจาน่ารัก มองใครด้วยสายตาเป็นมิตร เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการงาน ถ้าเป็นผู้ชายก็อย่าทำตัวมาดเยอะ แม้ว่าจะเป็นคนหล่อ
หน้าตาดี คะแนนนิยมก็ตกลงเอาได้ง่ายๆ นอกจากนี้ จะต้องเรียนรู้ด้วยว่า ธรรมเนียมปฏิบัติในที่ทำงานนั้นเป็น
อย่างไรบ้าง อย่างเช่น ไปพบลูกค้า เราต้องทำตัวอย่างไร แต่งตัวอย่างไร พูดกับผู้ใหญ่จะพูดอย่างไร หรือพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีวิธีพูด
อย่างไร และต้องศึกษาเรื่องหลักการกิน การดื่ม การใช้นามบัตร การตอบรับบัตรเชิญเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เราจะเห็นว่าทำไมบาง
คนจึงก้าวหน้าเร็ว เป็นที่ชื่นชมทั้งในองค์กรและนอกองค์กร คำว่า Performance นั้นกว้างมากยังรวมถึงเรื่องของสีหน้า สายตาการกระทำ
ความเป็นคนมีมารยาท จะต้องถูกตามกาลเทศะของสังคมด้วย
1. เป็นคนมีศักยภาพ
ยังไม่สายเกินไป ที่ปีหน้าพนักงานจะศึกษางานขององค์กรอย่างถ่องแท้มากกว่าเดิม เพื่อให้เป็นคนรู้จริงในสายงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
“บางคนมีความรู้ดีในเรื่องของทฤษฎี ไอเดียดี แต่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จสักที และต้องมีความจัดเจนในการทำงาน เช่น ลูกน้องทำงานมา
แล้ว เราไม่พอใจ ก็แก้ให้ดูเลยทันที ให้เขาเห็นเลยว่าเราสามารถทำได้ คนที่ทำงานที่เก่งต้องทำได้ตั้งแต่รากหญ้าจนถึงยอดไม้ ส่วน
ความเป็นคนดีก็ต้องมีด้วย เพราะแม้จะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งก็ตาม แต่ขาดคุณธรรมก็จบ และที่ขาดไม่ได้คือต้อง
เป็นคนมีศีลธรรม”
|