Home Fashion Beauty LifeStyle BrandBlog Contact Us
 
About Us  |  Sitemap   
   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 
 

ในยุคที่มนุษย์เงินเดือนต่างแข่งขันกันเป็นพนักงานดีเด่นในองค์กรนั้น ความเป็นจริงแล้ว การตั้งใจทำงานอย่างเดียวคงยังไม่พอ หากแต่
อยู่ที่การปรับบุคลิกของตัวเองให้ดูดี มีการแต่งกายที่เหมาะสม เป็นคนรู้จักกาลเทศะ และรู้จักใฝ่หาความรู้เพื่อพัฒนางานที่ตัวเองกำลังรับผิด
ชอบอยู่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จทั้งในเรื่องงานและเรื่องคน อย่าทำตัวมาดเยอะเกินเหตุ ในโลกแห่งการทำงาน คนบางคนดูดี
ดูโก้แต่ไม่ค่อยเป็นมิตรความประทับใจก็จะลดลงไป แต่ถ้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทำตัวเป็นคนน่ารัก ก็จะมีคนชื่นชอบเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่จะแต่ง
ตัวดูเท่อย่างเดียว แต่จะต้องมีการกระทำอื่นๆ ที่น่าประทับใจตามมาด้วยการแสดงออกทางสีหน้า ดูยิ้มแย้ม ไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่หยิ่ง ไม่
เชิดพูดจาน่ารัก มองใครด้วยสายตาเป็นมิตร เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการงาน ถ้าเป็นผู้ชายก็อย่าทำตัวมาดเยอะ แม้ว่าจะเป็นคนหล่อ
หน้าตาดี คะแนนนิยมก็ตกลงเอาได้ง่ายๆ นอกจากนี้ จะต้องเรียนรู้ด้วยว่า ธรรมเนียมปฏิบัติในที่ทำงานนั้นเป็น
อย่างไรบ้าง อย่างเช่น ไปพบลูกค้า เราต้องทำตัวอย่างไร แต่งตัวอย่างไร พูดกับผู้ใหญ่จะพูดอย่างไร หรือพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีวิธีพูด
อย่างไร และต้องศึกษาเรื่องหลักการกิน การดื่ม การใช้นามบัตร การตอบรับบัตรเชิญเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เราจะเห็นว่าทำไมบาง
คนจึงก้าวหน้าเร็ว เป็นที่ชื่นชมทั้งในองค์กรและนอกองค์กร คำว่า Performance นั้นกว้างมากยังรวมถึงเรื่องของสีหน้า สายตาการกระทำ
ความเป็นคนมีมารยาท จะต้องถูกตามกาลเทศะของสังคมด้วย

1. เป็นคนมีศักยภาพ
ยังไม่สายเกินไป ที่ปีหน้าพนักงานจะศึกษางานขององค์กรอย่างถ่องแท้มากกว่าเดิม เพื่อให้เป็นคนรู้จริงในสายงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
“บางคนมีความรู้ดีในเรื่องของทฤษฎี ไอเดียดี แต่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จสักที และต้องมีความจัดเจนในการทำงาน เช่น ลูกน้องทำงานมา
แล้ว เราไม่พอใจ ก็แก้ให้ดูเลยทันที ให้เขาเห็นเลยว่าเราสามารถทำได้ คนที่ทำงานที่เก่งต้องทำได้ตั้งแต่รากหญ้าจนถึงยอดไม้ ส่วน
ความเป็นคนดีก็ต้องมีด้วย เพราะแม้จะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งก็ตาม แต่ขาดคุณธรรมก็จบ และที่ขาดไม่ได้คือต้อง
เป็นคนมีศีลธรรม”

2. มีทักษะในการสื่อสาร
คนที่คาดหวังจะประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน จะต้องมีทักษะด้านการสื่อสารควบคู่กันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ของ
การสัมภาษณ์ หัวหน้างานก็ต้องถามคำถามที่ดี คนตอบก็ต้องตอบอย่างรู้เท่าทันว่าคนที่ถามเราต้องการอะไรจากเรา ส่วนในสถานการณ์
ของการทำงานจริงๆ หัวหน้างานก็ต้องมีทักษะในการออกคำสั่งมอบหมายงาน หัวหน้างานควรต้องสั่งงานอย่างถ้วนถี่ และมีความรอบ
คอบควบคู่กันไป ลูกน้องก็เหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถามหัวหน้างานทันที ไม่ควรนำเอาไปตีความเอง พองานออกมาไม่ตรงกัน ก็ทำ
ให้ทะเลาะกันเปล่าๆ เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่ายต้องใช้ทักษะการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากที่สุด

 
3. แต่งตัวให้เป็น
แม้ว่าเสื้อผ้าจะเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกก็ตาม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการทำงาน ดังคำพูดที่ว่า แต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เดี๋ยวนี้
จะเห็นว่าคนทำงานออฟฟิศรุ่นใหม่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าสวมใส่มากกว่าแต่ก่อนนับตั้งแต่ช่วง 4-5 ปีที
่ผ่านมา เทรนด์การแต่งกายโดยภาพรวมนั้นลดความเป็นทางการลงอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศทั้งหลาย เช่น หนุ่ม
ทำงานในนิวยอร์คเวลาที่สวมสูททั้งชุดนั้น รองเท้าที่เขาใส่จะเป็นรองเท้าลำลองที่ใส่กับชุดทักซิโด และใส่กับแบล็กไทได้เช่นกัน และยัง
สามารถนำรองเท้าแบบลำลองมาสวมกับสูทชุดกลางวันโดยที่ไม่ต้องใส่ถุงเท้าได้ด้วยในโลกปัจจุบัน ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเองก็ลดระ
ดับการแต่งตัวที่เป็นทางการลงมาเช่นเดียวกัน อย่างเช่นที่นิวยอร์คตอนนี้ พบว่าสูทประเภทสีเข้ม สีกรมท่า แทบจะไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่


รศ.ดร.ศักดา กล่าวว่า ถ้าเราไปนิวยอร์คเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทุกคนติดใส่เสื้อที่เป็นลายเส้น สีดำ สีเทา สีน้ำเงิน แล้วแมตช์กับเสื้อเชิ้ตขาว แต่
เดี๋ยวนี้จะพบว่า สูทสีน้ำตาล สีออกทองๆ แล้วแจ็กเก็ตที่เป็นสปอร์ตโค้ต จะใส่กันเยอะขึ้น ดูลำลองลง มีสีสันมากขึ้น ส่วนทรงผมเมื่อก่อน
ก็จะหวีเรียบใส่น้ำมัน เดี๋ยวนี้เป็นทรงทันสมัย แทบจะไม่เห็นแบบ wet look ที่ใส่เจลแบบเดิมๆ ทรงผมจะดูสบายๆ ทำสีผมกันมากขึ้น แล้ว
ก็ปล่อยผมแบบสบายๆ รับอากาศบริสุทธิ์มากขึ้น แว่นตาที่เห็นเป็นกรอบแข็งๆ เดี๋ยวนี้ก็จะซอฟต์ลง แต่เทรนด์ที่เห็นสำคัญมากก็คือ ผู้ชาย
หันมาดูแลผิวพรรณดูแลตัวเองมากขึ้น

ที่มา :women.kapook.com
Home Fashion Beauty Lifestyle BrandBlog Contact Us Home Fashion Beauty Lifestyle Work Contact Us Home Fashion Beauty Lifestyle Work Contact Us