| ภัยแอบแฝง “โรคอนอเร็กเซีย” |
|
บัจจุบันนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่หันมาดูแลรูปร่างตัวเองกันมากขึ้นแล้วก็หันมาควบคุมเรื่องน้ำหนัก ด้วยการไปเข้าคอร์สลดความอ้วนกันเยอะตาม
คลีนิก และบางคนก็ใช้วิธีลดความอ้วนแบบเสี่ยงๆที่มีข่าวมีคราวกันขึ้นมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้ก็เพราะค่านิยมสาวผอมบางกำลังมาแรง
แต่สาวๆฟังให้ดีว่าการที่เราวิตกกังวลกับเรื่องน้ำหนักของตัวเองมากจนเกินไป ระวังจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็น “โรคอนอเร็กเซีย” หรือที่ภาษาไทย
เรียกว่า “โรคกลัวอ้วน”นั่นละค่ะ ซึ่งอาการของคนที่เป็นโรคนี้มักจะชอบคิดว่าตัวเองอ้วนกว่าความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา กังวลกับเรื่องอาหารเป็น
อย่างมากจนทำให้ร่างกายผอมแห้ง แบบว่าผอมเท่าไรก็ไม่พอใจเสียที ความรุนแรงของโรคอนอเร็กเซียนี้อาจจะทำให้ถึงขั้นกับเสียชีวิตได้เลย
ถ้าหากว่าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหาร ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ จนทำให้ร่าง
กายอ่อนแอลงเรื่อยๆรวมไปถึงทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานช้าลงส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลียได้ง่ายๆแต่คุณสาวๆไม่ต้องกังวลไปเพราะ
โรคอนอเร็กเซียนี้รักษาให้หายได้ ค่ะ และทาง Missfineday มีอาการเบื้องต้นของโรคนี้มาให้สาวๆเช็กตัวเองดูซิว่ามีอัตราเสี่ยงต่อโรคนี้รึเปล่า
อาการเบื้องต้น โรคอนอเร็กเซีย
• ตั้งอดอาหารด้วยตัวเอง และน้ำหนักลดลง
• กลัวการเพิ่มน้ำหนักตัว
• ปฏิเสธการรับประทานอาหาร
• ปฏิเสธความหิว
• ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
• มีขนอ่อนมากขึ้นตามตัวแขนขา หรือใบหน้า
• ขี้หนาว
• ประจำเดือนไม่มาหรือไม่สม่ำเสมอ
• ผมบางลง
• มีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วนทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงผอมมาก
จะรักษาอย่างไร ?
ก่อนรักษาแพทย์จะต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และมีโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง เป้าหมายเบื้องต้นในการรักษาคือ ป้องกัน
ไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการอดอาหาร ผู้ป่วยและครอบครัว จะได้รับคำแนะนำและอธิบายถึงแผนการรักษา เพื่อนๆ ของผู้ป่วย ก็มีส่วนร่วมใน
การรักษาด้วยนักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ล้วนมีความสำคัญในการร่วมทีมรักษา เริ่มแรกต้องค่อยๆ เพิ่มอาหาร
เพื่อป้องกันกระเพาะขยายตัว ป้องกันการบวมและหัวใจล้มเหลว
บางกรณีต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล เช่น ผู้ป่วยที่น้ำหนักลดมากกว่า 30% ของน้ำหนักปกติ ผู้ป่วยที่มีความคิดฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยที่
ติดยาระบาย หรือยาขับปัสสาวะและกรณีที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วไม่ได้ผลการรักษาในโรงพยาบาลจะใช้เวลาประมาณ 10-12 สัปดาห์ จึงจะ
เพียงพอสำหรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ก่อนจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน ควรลองปล่อยผู้ป่วยกลับบ้านเฉพาะวันหยุดดูก่อน เพื่อปรับตัวสัก
ระยะหนึ่ง เมื่อกลับบ้านได้แล้วยังต้องนัดกลับมาติดตามการรักษาไปอีกเป็นเดือน หรือเป็นปีทีเดียว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การรักษาทางจิต มีความสำคัญมาก ต้องเริ่มตั้งแต่ก้าวแรกเลย และติดตามไปเรื่อยๆ จนผู้ป่วยปกติ พฤติกรรมบำบัด ก็มีส่วนในการรักษา
มากทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษ ในผู้ป่วยอายุน้อยการใช้วิธีครอบครัวบำบัดจะได้ผลดีมาก ต้องระลึกเสมอว่าโรคนี้มีผลกระทบต่อครอบครัวทั้ง
หมด การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
|
|
|
 |